ยาแก้ปวดฟัน กินตัวไหนดี? รวมวิธีบรรเทาปวดเร่งด่วน 2569
คำเตือนความปลอดภัย: ยาแก้ปวดฟันเป็นเพียงตัวช่วยระงับอาการชั่วคราว ไม่สามารถรักษาสาเหตุหลักอย่างฟันผุหรืออักเสบได้ หากทานยาต่อเนื่องหลายวันแล้วอาการไม่ดีขึ้น ควรรีบพบทันตแพทย์เพื่อป้องกันการติดเชื้อลุกลาม
เมื่อมีอาการปวดฟันกะทันหัน ยาแก้ปวดฟันที่ปลอดภัยและสามารถหาทานได้ทันทีคือยาพาราเซตามอล อาการปวดฟันส่วนใหญ่เกิดจากการอักเสบหรือติดเชื้อภายในช่องปากที่ต้องได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง การใช้ยาแก้ปวดอย่างเดียวจึงเป็นการซื้อเวลาเพื่อรอไปพบทันตแพทย์เท่านั้น หากทานยาไม่ถูกประเภทหรือไม่ถูกขนาด อาจเกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายต่อร่างกายได้
ยาแก้ปวดฟัน มีกี่ประเภท เลือกกินอย่างไรให้ถูกต้องและปลอดภัย?
การเลือกใช้ยาให้เหมาะสมกับระดับความเจ็บปวดจะช่วยให้การออกฤทธิ์มีประสิทธิภาพสูงสุด ยาที่ใช้ในทางทันตกรรมแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ดังนี้
1. ยาแก้ปวดพาราเซตามอล (Paracetamol)
ยาพื้นฐานที่ปลอดภัยและหาซื้อได้ง่าย เหมาะสำหรับอาการปวดฟันระดับเบาถึงปานกลาง เช่น อาการปวดระบมเล็กน้อยหลังทำฟัน ยานี้ไม่ระคายเคืองกระเพาะอาหาร ผู้ใหญ่สามารถทานครั้งละ 1 ถึง 2 เม็ด (ขนาด 500 มิลลิกรัม) ทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมงเมื่อมีอาการ
2. ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs)
กลุ่มยานี้มีประสิทธิภาพสูงในการลดอาการปวดรุนแรงและต้านการอักเสบ เหมาะสำหรับอาการปวดจากฟันผุลึก เหงือกอักเสบ หรือปวดฟันคุด ตัวอย่างยี่ห้อที่คุ้นเคย ได้แก่ พอนสแตน (Ponstan), ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) หรือโกเฟน (Gofen) ข้อควรระวังสำคัญคือ ยานี้มีฤทธิ์ระคายเคืองทางเดินอาหาร ต้องทานหลังอาหารทันที และดื่มน้ำตามมากๆ
3. ยาทาแก้ปวดฟันเฉพาะที่ (Topical Gels)
หากมีอาการปวดบริเวณเหงือกหรือแผลในช่องปาก การใช้ยาชาชนิดเจลทาบริเวณจุดที่ปวดจะช่วยทำให้เนื้อเยื่อชาและลดความรู้สึกทรมานได้อย่างรวดเร็ว เหมาะสำหรับใช้ชั่วคราวระหว่างรอการรักษา
| ยา | ออกฤทธิ์ | ขนาดผู้ใหญ่ (ทั่วไป) | เหมาะกับ | ข้อควรระวัง / ห้ามใช้ |
|---|---|---|---|---|
| พาราเซตามอล (Paracetamol) | แก้ปวด | 500 มก. 1–2 เม็ด ทุก 4–6 ชม. ไม่เกิน 4 กรัม/วัน | ปวดเล็กถึงปานกลาง, สตรีมีครรภ์/ให้นม (ปลอดภัยสุด) | โรคตับ, ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ |
| ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) กลุ่ม NSAIDs | แก้ปวด + ลดอักเสบ | 200–400 มก. ทุก 6–8 ชม. หลังอาหาร | ปวดร่วมบวมอักเสบ เช่น ฟันคุด หลังถอนฟัน | โรคกระเพาะ, โรคไต, หอบหืด, สตรีมีครรภ์, สงสัยไข้เลือดออก |
| มีเฟนามิก / Ponstan, Gofen (เม็ดเหลือง) | NSAIDs แก้ปวด | 250–500 มก. ทุก 6–8 ชม. หลังอาหาร | ปวดปานกลางถึงมาก | เหมือน NSAIDs อื่น (กระเพาะ/ไต) |
| แอสไพริน (Aspirin) | แก้ปวด | ไม่แนะนำสำหรับปวดฟันทั่วไป | — | ห้ามในเด็ก/วัยรุ่น, ก่อนถอนฟัน (เลือดออกง่าย), ห้ามบดพอกเหงือก |
| ยาฆ่าเชื้อ เช่น Amoxicillin | ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย (ไม่ใช่ยาแก้ปวด) | ตามทันตแพทย์สั่งเท่านั้น | กรณีติดเชื้อหรือมีหนอง | ห้ามซื้อกินเอง, ต้องกินครบคอร์ส กันเชื้อดื้อยา |
| ยาทาเฉพาะที่ (เจลชา benzocaine) | ชาเฉพาะจุด บรรเทาชั่วคราว | ทาบางๆ ตามฉลาก | ปวดเหงือกหรือแผลในช่องปาก | ระวังการใช้ในเด็กเล็ก |
* ขนาดยาเป็นค่าทั่วไป ควรอ่านฉลากและปรึกษาเภสัชกรก่อนใช้ ยาแก้ปวดช่วยบรรเทาชั่วคราวเท่านั้น ต้องพบทันตแพทย์เพื่อรักษาที่ต้นเหตุ
ปวดฟันแบบไหน ควรกินยาอะไร? (ปวดฟันผุ VS ปวดหลังทำฟัน)
อาการปวดแต่ละแบบต้องการตัวยาที่ต่างกันเพื่อให้ผลลัพธ์ดีที่สุด
อาการปวดจากโรคฟัน (ฟันผุ, ฟันคุด, รากฟันอักเสบ)
อาการปวดจากสาเหตุเหล่านี้มักเกิดร่วมกับการติดเชื้ออักเสบ การใช้ยากลุ่ม NSAIDs จะช่วยลดทั้งความปวดและอาการบวมได้ดีกว่าพาราเซตามอล แต่ต้องรีบมาพบทันตแพทย์เพื่อทำการผ่าฟันคุด หรือรักษารากฟันเพื่อขจัดเชื้อแบคทีเรียออกไป
อาการปวดหลังทำหัตถการ (หลังถอนฟัน, หลังจัดฟัน)
อาการระบมหลังถอนฟัน หรือปวดตึงหลังปรับเครื่องมือจัดฟัน เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ แนะนำให้ทานยาตามที่ทันตแพทย์จ่ายให้อย่างเคร่งครัด อาการมักจะทุเลาลงภายใน 1 ถึง 3 วัน
ปวดเหงือก เหงือกอักเสบ กินยาอะไร?
อาการปวดเหงือก เหงือกบวมแดง หรือมีเลือดออก มักเกิดจากเหงือกอักเสบจากคราบหินปูน การกินยาช่วยบรรเทาได้ชั่วคราว แต่ไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ จึงต้องพบทันตแพทย์เพื่อขูดหินปูนร่วมด้วยเสมอ
- บรรเทาปวดและลดบวม: ใช้ยากลุ่ม NSAIDs เช่น ไอบูโพรเฟน หรือมีเฟนามิก ซึ่งลดทั้งปวดและการอักเสบได้ดีกว่าพาราเซตามอล (ทานหลังอาหาร)
- ยาทาเฉพาะที่: เจลชาหรือเจลลดอักเสบบริเวณเหงือก ช่วยลดความรู้สึกปวดเฉพาะจุดได้ชั่วคราว
- น้ำยาบ้วนปากฆ่าเชื้อ: ชนิดที่มีคลอเฮกซิดีน (Chlorhexidine) ช่วยลดแบคทีเรียและคราบจุลินทรีย์ ใช้ตามคำแนะนำของทันตแพทย์ ไม่ควรใช้ต่อเนื่องนานเกินไป
- ยาฆ่าเชื้อ (ยาปฏิชีวนะ): จำเป็นเฉพาะกรณีติดเชื้อหรือมีหนอง และต้องได้รับการสั่งจ่ายจากทันตแพทย์เท่านั้น ห้ามซื้อกินเอง
หากเหงือกอักเสบมีเลือดออกตามไรฟันร่วมด้วยและกินยาแล้วไม่ดีขึ้นใน 1 ถึง 2 สัปดาห์ ควรพบทันตแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ เพราะอาจลุกลามเป็นโรคปริทันต์
ข้อควรระวัง! กลุ่มคนที่ "ห้ามกิน" ยาแก้ปวดบางชนิด
เพื่อหลีกเลี่ยงอันตรายถึงชีวิต บุคคลกลุ่มนี้ต้องระมัดระวังในการใช้ยาอย่างเคร่งครัด
สตรีมีครรภ์และให้นมบุตร
ทางเลือกเดียวที่ปลอดภัยสำหรับคนท้องคือยาพาราเซตามอล ต้องหลีกเลี่ยงการใช้ยากลุ่ม NSAIDs ทุกชนิด เพราะตัวยาอาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการของทารกและเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน
ผู้มีโรคประจำตัว (โรคกระเพาะอาหาร, โรคไต, โรคหอบหืด)
ห้ามซื้อยากลุ่ม NSAIDs ทานเองโดยพลการ เนื่องจากยาอาจกระตุ้นให้โรคกระเพาะกำเริบ เกิดเลือดออกในทางเดินอาหาร หรือส่งผลเสียต่อการทำงานของไต ควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกรทุกครั้งก่อนใช้ยา
ผู้ที่มีไข้สูง สงสัยว่าเป็นไข้เลือดออก
หากปวดฟันร่วมกับมีไข้สูง ให้หลีกเลี่ยงยากลุ่ม NSAIDs โดยเด็ดขาด เพราะยาจะไปยับยั้งการทำงานของเกล็ดเลือด หากป่วยเป็นไข้เลือดออกจะทำให้เลือดออกไม่หยุดและเป็นอันตรายรุนแรงได้
อย่าหาทำ! ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับยาแก้ปวดฟัน
ความเชื่อโบราณหรือการใช้ยาผิดประเภทอาจทำให้คุณต้องเสียฟันแท้ไป
"ยาแก้อักเสบ (ยาฆ่าเชื้อ)" ไม่ใช่ "ยาแก้ปวด"
ยาฆ่าเชื้อหรือยาปฏิชีวนะ เช่น อะม็อกซีซิลลิน (Amoxicillin) ไม่มีฤทธิ์ในการระงับอาการปวดฟันแต่อย่างใด การหาซื้อมาทานเองโดยไม่มีข้อบ่งชี้จากทันตแพทย์ นอกจากจะไม่ช่วยลดปวดแล้ว ยังเป็นการสร้างภาวะเชื้อดื้อยาในอนาคต
ห้ามนำยาแก้ปวดไปบดแล้วพอกที่เหงือก
ห้ามนำยาแอสไพรินหรือยาแก้ปวดใดๆ ไปบดและอุดใส่ในรูฟันผุเด็ดขาด เนื่องจากตัวยามีความเป็นกรดสูง หากสัมผัสกับเหงือกโดยตรงจะทำให้เนื้อเยื่อไหม้พอง เป็นแผลรุนแรง และลุกลามติดเชื้อได้
วิธีบรรเทาปวดฟันเบื้องต้นระหว่างยายังไม่ออกฤทธิ์
ระหว่างรอยาออกฤทธิ์หรือรอพบทันตแพทย์ การประคบเย็นข้างแก้ม บ้วนน้ำเกลืออุ่น เขี่ยเศษอาหารออกด้วยไหมขัดฟันเบาๆ และหนุนหมอนให้สูงขึ้น ช่วยบรรเทาอาการปวดได้ชั่วคราวโดยไม่ต้องใช้ยา (ห้ามประคบร้อนเด็ดขาด)
อ่านวิธีบรรเทาปวดฟันแบบไม่ใช้ยาและสาเหตุของอาการปวดทั้ง 10 ข้อได้ที่ ปวดฟันมากทำอย่างไร
สัญญาณเตือนที่บอกว่า "ยาเอาไม่อยู่" ต้องรีบหาหมอฟันด่วน!
อย่ารอช้า หากคุณทานยาแก้ปวดแล้วแต่มีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ควรรีบไปพบทันตแพทย์ทันที
- ปวดตุบๆ ตามจังหวะชีพจร ปวดรุนแรงจนนอนไม่ได้
- ใบหน้าบวมผิดรูป อ้าปากกว้างไม่ได้ หรือมีปัญหาในการกลืน
- พบตุ่มหนองบริเวณเหงือก มีเลือดหรือหนองไหลออกมา
- มีไข้ขึ้นสูง อ่อนเพลีย หนาวสั่น
เช็กค่ารักษาอาการปวดฟัน ที่คลินิก Smile Seasons (อัปเดต 2569)
การแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุคือวิธีเดียวที่จะหยุดวงจรความเจ็บปวดได้ ทันตแพทย์จะประเมินสาเหตุและแจ้งค่าใช้จ่ายก่อนทำการรักษาเสมอ
| รายการรักษา | ราคาเริ่มต้น (บาท) | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| อุดฟันด้วยวัสดุสีเหมือนฟัน | 1,000 - 1,200 / ซี่ | สำหรับฟันผุทั่วไป |
| ถอนฟันธรรมดา | 1,000 - 1,200 / ซี่ | กรณีไม่สามารถรักษารากฟันได้ |
| ผ่าฟันคุด | 3,000 - 8,000 / ซี่ | ราคาขึ้นอยู่กับความยากง่าย |
| รักษารากฟัน | เริ่มต้น 8,000 / ซี่ | สำหรับฟันที่ผุทะลุโพรงประสาท |
* ราคาอาจมีการเปลี่ยนแปลง แนะนำให้ปรึกษาทันตแพทย์เพื่อประเมินค่ารักษาจริง
สำหรับผู้ประกันตน สามารถใช้สิทธิทำฟันประกันสังคม 900 บาทต่อปี เพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการอุดฟัน ถอนฟัน และผ่าฟันคุดได้ โดยไม่ต้องสำรองจ่ายล่วงหน้า
อย่ารอจนรากฟันอักเสบเป็นหนอง นัดให้ทันตแพทย์เฉพาะทาง Smile Seasons ตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงได้ฟรี
หยุดวงจรปวดฟัน ด้วยการรักษาที่ต้นเหตุ
การพึ่งพายาแก้ปวดฟันเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาช่องปากให้หายขาดได้ ทันตแพทย์จาก Smile Seasons Dental Clinic พร้อมดูแลรักษาความเจ็บปวดของคุณด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและปลอดภัย คลินิกเปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 10.00 - 20.00 น. ทั้ง 10 สาขาทั่วกรุงเทพฯ สามารถสอบถามสาขาใกล้บ้านคุณได้ทาง LINE แอดมินยินดีให้บริการครับ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักตัวมากกว่า 50 กิโลกรัม สามารถทานยาพาราเซตามอลขนาด 500 มิลลิกรัม 2 เม็ดพร้อมกันได้ครับ แต่ต้องเว้นระยะห่างทุก 4 ถึง 6 ชั่วโมง และไม่ควรทานเกิน 8 เม็ดต่อวันเพื่อป้องกันภาวะตับเป็นพิษ
ไม่แนะนำให้หักแบ่งยาเม็ดผู้ใหญ่ให้เด็กทานครับ เพราะอาจได้ปริมาณยาที่ไม่แม่นยำและเป็นอันตราย แนะนำให้ใช้ยาแก้ปวดชนิดน้ำเชื่อมสำหรับเด็กโดยเฉพาะ และคำนวณปริมาณยาตามน้ำหนักตัวของเด็กจะปลอดภัยที่สุด
อาการปวดฟันคุดมักมีการอักเสบของเหงือกร่วมด้วย ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs เช่น ไอบูโพรเฟน หรือ พอนสแตน จะตอบโจทย์การลดปวดและลดอักเสบได้ดีที่สุด แต่ต้องทานหลังอาหารทันทีเพื่อป้องกันการระคายเคืองกระเพาะอาหารครับ
สามารถทานยาพาราเซตามอลได้ตามปกติครับ แต่ควรหลีกเลี่ยงยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs หรือแอสไพรินก่อนผ่าตัด เพราะยาบางตัวมีฤทธิ์ต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด อาจทำให้เลือดหยุดไหลยากหลังทำหัตถการ
โดยทั่วไปอาการปวดหลังถอนฟันจะรุนแรงที่สุดในช่วง 1 ถึง 3 วันแรก แนะนำให้ทานยาตามที่ทันตแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด หลังจากนั้นหากอาการปวดทุเลาลงสามารถหยุดทานยาได้ครับ
ผู้เขียนบทความ
ทพ.ธนิตย์ วนิชนพรัตน์ (หมอเอก)
- วุฒิบัตรทันตแพทย์เฉพาะทางสาขาปริทันตวิทยา ทันตแพทยสภา
- Certificate of Training Orthodontic and Miniscrew – Advance Orthodontic Society
- Certification of Invisalign Provider
- ทันตแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่